เราเกิดมาตัวคนเดียวและจากโลกนี้ไปอย่างตัวคนเดียวเช่นกัน ในอดีตมนุษย์อยู่รวมกันเพื่อความปลอดภัย เพื่อสร้างครอบครัว การอยู่กับผู้คนทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องมีบางช่วงเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว บางคนชอบที่จะใช้เวลากับตัวเอง ชอบการมีเวลาส่วนตัว ขณะที่บางคนกลัวการอยู่คนเดียว

หลายคนมักจะมองหาวิธีที่ทำให้ตัวเองมีความสุขและหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว การอยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าจะต้องอยู่อย่างทรมาน ถึงแม้จะอยู่คนเดียว หากแต่ว่าไม่ได้รู้สึกเหงาต่างหากคือสิ่งสำคัญ

การอยู่ลำพังยังเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณได้ฝึกฝนตนเอง มีสมาธิอยู่กับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น หากมีช่วงเวลาที่เราต้องกักตัวอยู่คนเดียว เราขอแนะนำวิธีเหล่านี้ เพื่อให้คุณใช้เวลา 21 วัน อยู่คนเดียวได้ด้วยหัวใจที่เบิกบาน

Day 1 เรียนรู้สิ่งใหม่ เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

คนส่วนใหญ่เกลียดการอยู่คนเดียวเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรในเวลาว่าง ลองใช้เวลาทำกิจกรรมใหม่ที่ไม่คุ้นเคยหรือทำงานอดิเรก เช่น การฝึกแสดงละคร การเต้นรำ การทำของใช้ด้วยตนเอง การปลูกต้นไม้ ให้เวลากับสิ่งที่คุณรักและเพลิดเพลิน จะช่วยให้คุณพัฒนาตัวเองในทางที่ดีขึ้น

เราเชื่อว่ามนุษย์เราเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียน หรือมีคนมาสอนเราเพียงอย่างเดียว เราสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ลงมือทำทุกวันให้เป็นการเรียนรู้ แล้วเราจะสนุกกับการอยู่คนเดียวได้ โดยไม่เหงาเลย

Day 2 เอาใจไปอยู่กับสิ่งที่ตนเองสนใจ

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้ตัวว่าเราต้องการอะไรหรือสนใจอะไร เราก็จะมีเวลาให้กับสิ่งนั้นมากขึ้น และเราจะลืมความเหงาในการอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นเราสนใจอะไร ก็ควรพยายามมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราอยากทำ หรือเราอยากเป็น จะทำให้เรารู้สึกว่าใช้ทุกวินาทีคุ้มค่าโดยที่ไม่ต้องเอาเวลาไปเสียให้กับคนอื่น พยายามหาตัวเองให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจและอยากทำมันขึ้นมาจริง ๆ

หากยังไม่รู้ว่าตนเองสนใจอะไร ชอบอะไร หรือต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง ลองทำแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อทำความรู้จักตนเองให้ลึกซึ้งมากขึ้นดูก็ได้ หรือลองย้อนกลับไปดูในโซเชียลมีเดียที่เราเคยโพสต์ไว้ อาจจะทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ แล้ว เรากำลังสนใจหรือมีความชอบในเรื่องอะไรอยู่ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการค้นหาตนเองเช่นกัน

Day 3 งดเล่นโซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดียมีประโยชน์มาก เพราะเราสามารถเชื่อมต่อโลกเล็ก ๆ ของเรากับคนอื่น อยู่ต่างสถานที่กันก็คุยกันได้ เพียงแค่กดปุ่มคลิกเท่านั้น แต่ว่าการที่เราเข้าไปในโลกออนไลน์ รับข้อมูลข่าวสารชีวิตของคนอื่นมาก ๆ ในโลกโซเชียลมีเดีย อาจจะทำให้เราเครียด เพราะเรามีแนวโน้มจะเปรียบเทียบชีวิตของเรากับผู้อื่น

งดโซเชียลมีเดีย เล่นเฉพาะที่จำเป็น หรือไว้ใช้ในการเรียนรู้ ติดต่องาน ก็ยังจำเป็นอยู่ ทั้งนี้ใช้ให้พอเหมาะพอดี แล้วเราจะมีชีวิตที่ไม่เครียดจนเกินไป รักษาอารมณ์ให้สดชื่นอยู่เสมอ

Day 4 มองหาข้อดีของตนเอง

คนเราทุกคนย่อมมีความผิดพลาดในตัวเองแต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือคุณให้อภัยตัวเองหรือเปล่า บางคนเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด ก็มักจะโทษว่าเป็นเพราะตัวเองตัวเองไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้

บางทีคนอื่นเขาไม่ได้เห็นในสิ่งที่เราผิดพลาด คนอื่นอาจจะไม่ได้สนใจด้วยว่าคุณทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรเปลี่ยนคือความคิดของตัวเอง หลังจากที่เราทำสิ่งผิดพลาดไป สิ่งแรกก็คือต้องบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร ครั้งหน้าพยายามใหม่ ทุกอย่างมีการแก้ไขได้เสมอ เพราะฉะนั้นอย่าโทษตัวเอง

Day 5 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เรามีสุขภาพกายและใจที่ดี ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟินเข้าสู่สมองและจะทำให้เรามีความสุข หรือถ้าเราไม่มีเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจัง เราก็อาจจะขยับเนื้อขยับตัวให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานออกไป จะทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้น เอาจริง ๆ ย้ำว่าถ้าเป็นไปได้ ควรจัดเวลาให้ตนเองได้ออกกำลังกายดีกว่า เช่น ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 15 นาที เช้าและเย็น เป็นต้น

Day 6 มีเป้าหมายในทุกวันให้ชัดเจน

ให้คุณลองนึกดูว่าเป้าหมายในชีวิตจริง ๆ ของคุณคืออะไร คือการทำงานการหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวหรือว่าการเอาความรู้สึกของตัวเองไปผูกติดกับคนอื่น แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะเอาความรู้สึกของตัวเองไปอยู่ที่คนอื่นหรอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องคิดถึงก็คือหาตัวเราเองให้เจอ หาเป้าหมายว่าอยากจะทำอะไร

เป้าหมายสามารถมีได้ในแต่ละวัน เป็นเป้าหมายเล็ก ๆ ที่เราจะทำให้บรรลุในวันแต่ละวันที่ผ่านไป ดังนั้นถึงแม้เราจะอยู่คนเดียว เราก็จะรู้ว่า เรามีชีวิตอยู่ทุกวันไปเพื่ออะไร

Day 7 แบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น

การให้ ทำให้เรามีความสุข ลองหาวิธีการแบ่งปันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราให้ผู้อื่นได้ ทั้งนี้เมื่อเราให้แล้ว เราต้องไม่คาดหวังว่าจะได้รับการตอบแทนกลับมา ลองให้แบบเงียบ ๆ โดยไม่ป่าวประกาศ ฝึกการให้ด้วยใจจริง ให้ด้วยความเงียบ ก็เป็นพลังอย่างหนึ่งที่ทำให้เราอยู่คนเดียวได้อย่างแท้จริง

Day 8 ลองฝึกฝนเรื่องที่ยากและไม่ถนัด

การใช้เวลาอยู่คนเดียวทำให้เราได้ลงมือฝึกฝนเรื่องที่ยาก ท้าทาย และไม่ถนัด ค้นหาสิ่งที่ยากหรือสิ่งที่เราหวาดกลัว เช่น เรากลัวการถูกปฏิเสธ ลองฝึกให้ตนเองเห็นการปฏิเสธเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในชีวิต เมื่อเราถูกปฏิเสธ เราก็จะค้นหาหรือเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มขึ้น เราไม่ถนัดการเขียน ลองใช้เวลาอยู่คนเดียว ฝึกฝนเรื่องการเขียนมากยิ่งขึ้น ลองทำงานศิลปะที่เราไม่ถนัด เราอาจจะค้นพบว่า เราสามารถเรียนรู้เรื่องยากได้เหมือนกัน

Day 9 ปรับวิธีคิด มองโลกในด้านที่สดใส

การที่เราคิดบวกจะทำให้เราไม่รู้สึกเครียดหรือว่ารู้สึกกังวล เพราะการคิดบวกเป็นการสร้างความสุขให้กับตัวเอง การที่เราอยู่คนเดียวมีข้อดีมากมาย ทำให้เรามีเวลาเป็นของตนเอง ทำสิ่งที่ชอบได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลกับคนรอบข้าง การมีวิธีคิดที่ดีในการใช้ชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

Day 10 ให้รางวัลเล็กน้อยกับตนเอง

ถึงแม้ช่วงนี้คุณอาจจะยุ่งกับชีวิตของตัวเอง แต่ว่าสิ่งที่อยากจะให้ทุกคนลองทำคือให้รางวัลชีวิตกับตัวเอง ทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย เช่น การไปนวดสปา ไปกินอาหารเช้าในร้านอาหารที่ชอบ ทำงานเสร็จ อาจจะให้เวลากับตนเองด้วยการดูหนังเรื่องโปรดสักเรื่อง เป็นต้น การพักผ่อนจากเวลาที่วุ่นวายของตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตช้าลง และเห็นความงดงามของชีวิตที่เรียบง่าย

Day 11 พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

การใช้เวลากับธรรมชาติเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการอยู่อย่างมีความสุข ไม่ว่าคุณจะชอบเดินเล่นในสวนสาธารณะหรือขี่จักรยานเป็นเวลานาน กิจกรรมที่นำคุณเข้าใกล้ธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่ดี การใช้เวลากับธรรมชาติช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นและลดความดันโลหิตได้

ไม่ใช่เพียงธรรมชาติที่อยู่บนผืนแผ่นดินเท่านั้น ไปทะเลกันดีกว่า นอนฟังเสียงคลื่นก็สร้างความสงบทางใจไม่ให้ว้าวุ่น จริงจังไปกว่านั้นคือการดำน้ำดูปะการัง อาจจะต้องใช้เวลาไปเรียนก่อน ถ้าต้องการดำน้ำลึก แต่หากดำบนผิวน้ำก็ไม่ยากอย่างแน่นอน

Day 12 แต่งบ้านให้น่าอยู่ สวยงาม

อยู่คนเดียวก็ดี พื้นที่บ้านหรือคอนโดเป็นของเรา ลองแต่งห้องให้น่าอยู่ ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพง แต่เป็นของธรรมดาเรียบง่ายที่ทำให้เรา Spark Joy จัดเก็บห้องที่รกให้เป็นระเบียบ ทำความสะอาดทุกวัน ก็สร้างพื้นที่ให้เราอยู่คนเดียวได้ด้วยความรื่นรมย์

Day 13 สัมผัสกับ Arts & Culture

หากสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น ก้าวเท้าออกจากบ้านคนเดียว ท่องเที่ยวไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่นชมความงามของผู้คน ธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรมที่เรียบง่าย ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการใช้ชีวิตคนเดียวให้มีความสุข เพียงแค่สังเกต และเฝ้าดูเท่านั้น อารมณ์ที่โหยหาความสัมพันธ์กับผู้คนก็จะค่อย ๆ ผ่อนคลายลง

Day 14 เขียนและอ่านหนังสือก็ดีนะ!

ถ้าดู Netflix และ Youtube จนชุ่มปอดแล้ว ละสายตาจากหน้าจอที่วุ่นวาย มาอ่านหนังสือ ค่อย ๆ เปิดทีละหน้า กวาดสายตาไล่เรียงไปทีละตัวอักษร คิด วิเคราะห์ รวมถึงจินตนาการไปกับเรื่องราว ก็จะช่วยฝึกให้เราเป็นคนมีสมาธิมากยิ่งขึ้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าอ่านเก่งแล้ว เราอาจจะฝึกฝนเรื่องการเขียนไปด้วยเลย เขียนเพื่อตนเอง หรือจะเขียนเพื่อยึดเป็นอาชีพเสริมก็ดีไปอีกแบบ

Day 15 เลี้ยงน้องที่เราชอบ

แม้ว่าจะไม่ได้อยู่กับครอบครัว พร้อมหน้าพร้อมตาคุณพ่อคุณแม่ เราก็สามารถหาเพื่อนที่ไว้วางใจได้ น้องหมา น้องแมวไง จะมาเป็นเพื่อนเติมเต็มความรักให้เราได้เหมือนกัน การดูแลสัตว์เลี้ยงที่เราชื่นชอบก็ทำให้ใจเราไม่ว้าวุ่น อ่อนโยน และมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น

หากตัดสินใจเลี้ยงแล้วล่ะก็ อย่าลืมว่าต้องดูแลน้องเขาอย่างจริงจัง มีเวลาให้ ใส่ใจทั้งเรื่องการกิน การอยู่ และไม่ปล่อยปละละเลยให้น้องหมา น้องแมว ไปรบกวนพี่ที่อยู่ข้างบ้าน หรือคนที่อยู่คอนโดข้างห้องนะ!

Day 16 ปลูกต้นไม้ เพิ่มสีเขียวให้สดชื่น

ทำบ้านให้มีสีเขียว บริเวณบ้านที่ว่าง จัดหาต้นไม้ขนาดเล็กมาตั้งวาง เติมอากาศบริสุทธิ์ และเติมสีสันให้บ้านน่าอยู่ หากบ้านมีสวน ก็ใช้เวลาทำสวน ขุดดิน ถอนหญ้า ปลูกต้นไม้ คอยดูแลรดน้ำต้นไม้ กิจกรรมเหล่านี้ ทำให้เรารู้ว่าเวลาไม่เคยเดินช้าเลย เพราะเวลาแห่งความสุข มักจะผ่านไปเร็วเสมอ

Day 17 ถ่ายรูปและวาดรูป

เรียนรู้ ฝึกฝีมือการถ่ายรูป และวาดรูปอยู่เสมอ ฝึกทักษะเหล่านี้ไว้ สามารถสร้างรายได้ในอนาคต หรืออาจจะทำเป็นงานอดิเรก เป็นจิตอาสารับถ่ายรูป วาดรูป ให้กับผู้คนก็เป็นสิ่งที่เติมความสุขในแต่ละวัน

Day 18 ทำอาหารกินเอง

ลองทำอาหารกินเองแทนการกดสั่งอาหารออนไลน์ เริ่มตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงกระทั่งถึงเข้าครัวลงมือปรุง อาหารที่เราทำเองดีต่อสุขภาพ อีกทั้งเรายังได้เรียนรู้กระบวนการทุกขั้นตอนในการทำอาหาร อาจจะเปิดหนังสือสูตรทำอาหาร หรือตามดูในช่องยูทูบสอนทำอาหารก็ได้ ถ้าทำจนคล่องแล้ว ต่อยอดไปเป็นธุรกิจรับทำอาหารได้เลย

Day 19 ฟังดนตรีที่ช่วยให้ใจมีความสุข

จะฟังดนตรีหรือหัดเล่นดนตรีก็ดีต่อใจทั้งนั้น ไม่มีใครสายเกินเรียนรู้ การเรียนเปียโน เรียนไวโอลิน เรียนซอสามสาย ศาสตร์และศิลป์ของการเล่นดนตรีดีต่อสุขภาพทั้งนั้น เรียนรู้ด้วยตนเองจาก Youtube ก็ง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก หรือจะเลือกเป็นเครื่องดนตรีที่หาง่ายและใกล้ตัวก็ได้เหมือนกัน

Day 20 เป็นจิตอาสา ทำงานเพื่อสังคม

วันว่างที่ไม่ได้มีงานอะไร ลองออกไปทำงานจิตอาสาให้กับมูลนิธิหรือชุมชน เช่น สมัครเป็นจิตอาสาของมูลนิธิ ขึ้นดอยไปเป็นครูอาสาบนดอย หรือทำงานอาสาให้กับชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ ดูแลความสะอาดหน้าบ้านของตนเอง หรือคอยช่วยดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชน เป็นต้น อาจจะเหนื่อยเล็กน้อย แต่รับรองว่า หลังเสร็จงานเราจะมีความสุข อิ่มเอมใจ

Day 21 เรียนรู้และรับมือกับการสูญเสีย

การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีเวลาให้กับตัวเองได้ฝึกสมาธิเพียงวันละ 10-30 นาที อยู่กับลมหายใจเข้าออก เมื่อเวลาที่เราเผชิญหน้ากับการสูญเสีย เราจะรับมือกับความสูญเสียได้อย่างมีสติ หาที่เงียบสงบให้ใจตัวเองได้พัก เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราอยู่กับตนเองได้ด้วยใจที่เบิกบานแล้ว 

เราแนะนำไว้เพียง 21 วัน 21 วิธี เพราะเราเชื่อว่า 21 วัน คุณก็สามารถสร้างไลฟ์สไตล์ที่มีความสุขได้ ขอเพียงเห็นคุณค่าของกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายและแสนธรรมดา จะทำให้เรามีชีวิตได้อย่าง Spark Joy ในทุกวัน

Reference & Bibliography

Additional Information

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา BR402 Youtube Production, BR404 Broadcasting Project ภาคการศึกษาที่ 1/2 2564

Writer

นักศึกษาสาขาวิชาวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และการผลิตสื่อสตรีมมิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ